จ้างออกแบบบ้าน โทร.088-194-6888 Line : prapan-c
จ้างออกแบบบ้าน
บริการ
 
บ้าน
 


เขียนแบบพิมพ์เขียว, เขียนแบบแปลนก่อสร้าง


แบบพิมพ์เขียวหรือแบบแปลนก่อสร้าง  คือ ภาษาเขียนชนิดหนึ่ง ที่อธิบายถึงรายละเอียดต่างๆเพื่อใช้สื่อสารให้ผู้ที่อ่านได้เข้าใจ ยกตัวอย่างเหมือนกับการอ่านหนังสือตำรา ซึ่งทำให้เราได้เข้าใจในภาษานั้นๆได้ ดังนั้นภาษาของแบบพิมพ์เขียวหรือแบบก่อสร้างจึงต้องมีการระบุรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้เราเข้าใจและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้สื่อสารระหว่าง สถาปนิก วิศวกร ลูกค้า ผู้รับเหมา และธนาคาร เป็นต้น อีกทั้งยังมีผลทางด้านกฎหมายอีกด้วย

               แบบพิมพ์เขียวหรือแปลนก่อสร้างนั้นจะแบ่งแยกออกเป็นงานที่มีจำเป็นต้องใช้ ดังนี้

1.แบบงานสถาปัตยกรรม คือ แบบที่ใช้สื่อสารทำให้เราทราบถึงรายละเอียดของงานที่เป็นเปลือกภายนอกซึ่งจะเกี่ยวกับรูปลักษณ์ที่เราสามารถเห็นได้ด้วยตาเป็นหลัก  เช่น งานเสา พื้น ผนัง งานฝ้า งานกระเบื้อง งานหลังคา เป็นต้น

2.แบบงานทางวิศวกรรม คือ แบบที่สื่อสารให้ทำให้เราทราบถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ของงานสถาปัตยกรรม  เช่น งานเสาเข็ม ฐานราก ตอม่อ เหล็กเสริมในเสา เหล็กเสริมในคาน โครงหลังคา เป็นต้น

ดั้งนั้นจึงเปรียบเทียบความสำคัญของงาน สถาปัตยกรรม และ งานทางวิศวกรรม ไว้ดังนี้ คือ ถ้าเปรียบกับร่างกายของมนุษย์ส่วนที่เป็นผิวกายเรา คนๆ นั้นหน้าตาดีหรือไม่ ตัวผอมหรืออ้วน ผิวสีดำ ผิวสีแทน ผิวสีเหลือง ผิวสีขาว ให้เปรียบเสมือนคือ งานสถาปัตยกรรม เพราะงานสถาปัตยกรรมจะโชว์รูปร่างของอาคารนั้นๆว่ามีความสวยงามเพียงไรหรือมีรูปร่างเป็นอย่างไร เป็นต้น

งานโครงสร้าง เปรียบเสมือนกระดูกในร่างกายมนุษย์  ซึ่งคุณภาพกระดูกของคนเราก็ไม่เท่ากันบางคนกระดูกเล็กก็ดูเหมือนจะเป็นคนอ่อนแอ ดูเป็นคนไม่ค่อยแข็งแรง ส่วนบางคนมีกระดูกใหญ่ ก็เหมือนคนที่มีรูปร่างใหญ่ดูแข็งแรง เปรียบเสมือนบ้านที่มีโครงสร้างที่แข็งแรง ดังนั้นแบบงานโครงสร้างจึงมีความสำคัญไม่ต่างจาก แบบสถาปัตยกรรมเลย เพราะถึงแม้จะมีบ้านสวยแต่งานโครงสร้างไม่แข็งแรงซึ่งเกิดจากไม่ได้ออกแบบและคำนวณทางวิศวกรรมแล้ว ถ้าวันใดโชคไม่ดีก็คงจะเหลือเพียงเศษปูนที่พังทลายลงมาได้ รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินอีกด้วย

3.แบบงานไฟฟ้า ในยุคปัจจุบันนี้ ถ้าบ้านหรืออาคารหลังใด ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ คงจะเป็นไม่ได้ ดังนั้นแบบงานไฟฟ้า จึงมีความสำคัญ ต้องอยู่ในแบบพิมพ์เขียว หรือแบบก่อสร้างเสมอ เพราะแบบไฟฟ้า จะสื่อสารให้เรารู้ว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าของเรา อยู่ตำแหน่งอะไร ระยะของแสงสว่างพอหรือไม่ สเป็คของอุปกรณ์ไฟฟ้า ใช้แบบไหน ไฟฟ้าพอใช้หรือไม่ เป็นต้น

4.แบบสุขาภิบาล คือ แบบที่สื่อสาร บอกถึง ขนาด ตำแหน่งการเดินท่อภายในอาคาร โดยส่วนมากจะนิยมฝังตามอยู่ใต้พื้น บนฝ้า และภายในผนัง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีแบบในส่วนนี้ด้วย

ดังนั้นเมื่อนำทั้งหมดมารวมกันจะได้แบบที่สมบูรณ์ พร้อมใช้งาน ดังนี้

1.         แบบงานสถาปัตยกรรม

-             รายการสารบัญแบบ

-             รายการแบบ แผนที่ก่อสร้างโดยสังเขป ผังบริเวณ

-             มาตรฐานความปลอดภัย

-             แปลนพื้นทุกชั้น

-             รูปด้านหน้า

-             รูปด้านซ้าย

-             รูปด้านขวา

-             รูปด้านหลัง

-             รูปตัด แกน (แสดงรายละเอียด ของตัวบ้านและรายละเอียดวัสดุ)

-             รูปตัด แกน (แสดงรายละเอียด ของตัวบ้านและรายละเอียดวัสดุ)

-             แบบขยายบันได

-             แบบขยายประตู – หน้าต่าง

-             แบบขยายห้องน้ำ

2.         แบบวิศวกรรม หรือแบบโครงสร้าง

-             มาตรฐานงานโครงสร้าง

-             แปลนเสาเข็ม, ฐานราก

-             แปลนโครงสร้างทุกชั้น

-             แปลนโครงสร้างหลังคา

-             แบบขยายคาน เสา บันได พื้น และวิธีการเสริมเหล็ก เป็นต้น

3.         แบบงานไฟฟ้า

-             มาตรฐานงานติดตั้งงานไฟฟ้า

-             แปลนระบบแสงสว่างทุกชั้น

-             แปลนระบบเต้ารับทุกชั้น

-             แปลนปลั๊กโทรศัพท์ ทีวี ไฟฉุกเฉิน กริ่งไฟฟ้า และตู้ควบคุมไฟทุกชั้น

4.         แบบงานสุขาภิบาล

-             มาตรฐานงานสุขาภิบาล

-             แปลนท่อน้ำดีทุกชั้น

-             แปลนท่อน้ำเสียทุกชั้น

-             แบบขยายงานสุขาภิบาล

ดังนั้นแบบพิมพ์เขียวหรือแบบแปลนก่อสร้าง  ทางทีมงานจะมีแบบให้ลูกค้าตั้งแต่ 35-60 แผ่น กรณีงานทั่วไป เช่น บ้านพักอาศัย ออฟฟิต อพาร์ทเม้นท์ โกดัง โรงงาน เป็นต้น  แต่สำหรับงานโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการที่มีขนาดอาคารมากกว่า 10,000 ตารางเมตร ทางทีมงานจะมีแบบให้ลูกค้าตั้งแต่  80-180 แผ่น  

ดังนั้นแบบทุกเล่มที่ทางทีมงานได้ ออกแบบ และเขียนขึ้นมาย่อมมีความละเอียดและสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างจริงได้ และงบไม่บานปลายเพราะทางเรามีระบบตรวจเพื่อจำลองงานก่อสร้างจริงก่อนส่งมอบงานให้แก่ลูกค้าทุกท่าน 





ความรู้เรื่อง BOQ  ( ในประมาณราคาค่าก่อสร้าง )

การประมาณราคา (BOQ)  คือ  การกะประมาณ ตีราคา คาดคะเน และวิเคราะห์  การประมาณราคาที่ใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายสำหรับงานจริงมากที่สุด”  ถึงแม้ว่าผู้ประมาณราคา จะได้พยายามคิดอย่างละเอียดแล้วก็ตาม แต่ยังมีหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการก่อนสร้าง ซึ่งทำให้ราคาที่ประมาณ ไว้หรือแม้กระทั่งจำนวนแรงงานที่กำหนดต้องเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเวลาการก่อสร้างอาจยาวนานขึ้น

              บุคคลที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ประมาณราคาสำหรับสำนักงานนั้น ควรเลือกจากคุณสมบัติและความชำนาญโดยเป็นผู้พิจารณางานได้อย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้มีความสามารถในเรื่องต่างๆ ดังนี้

1. มีความละเอียดถี่ถ้วนทบทวนไม่ให้เกิดความผิดพลาด แม้จะเป็นการคิดตกไป หรือ คิดผิด รวมผิด ทั้งมีความชำนาญในการใช้ตัวเลขด้วย

 2. อ่านแบบและรายการก่อสร้างได้คล่อง สามารถตีแผ่งานได้ออกว่างานแต่งานละกลุ่มนั้นประกอบด้วย

ชิ้นส่วนย่อย ๆ ช้อนกันอยู่อย่างไร และจะได้ทำการสร้างเป็นลำดับอย่างไร

 3. มีความรู้และความสมมารถในการเขียนแบบเพิ่มเติมขึ้น ให้สามารถคิดราคาได้ต่อไป รวมทั้งมีความรู้ในเรื่องการเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับงานแต่ละส่วนของการก่อสร้างในโครงการนั้น

 4. มีความชำนาญในการก่อสร้าง เพื่อเลือกวิธีและขั้นการทำงานให้ประหยัดทั้งวัสดุและเวลารวมทั้งการเลือกใช้อุปกรณ์ทุ่นแรงต่างๆด้าย

 5. มีความสนใจที่จะเก็บรวบรวมสถิติ เอกสาร ของงานที่เคยสร้างแล้ว โดยแสดงขนาน คุณสมบัติและวิธีการก่อสร้างของวัสดุและอุปกรณ์ มีการทำงานอย่างมีหลักฐานเพราะทุกครั้งที่คาดคะเนจะเพิ่มความผิดพลาดขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าของการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัยซึ่งควรรวบรวมแคตตาล็อกโดยทราบราคาและบริษัทที่จัดจำหน่ายด้วย

6. มีปฏิภาณและไหวพริบที่จะเลือกวิธีการคิดให้รวดเร็วและถูกต้อง ซึ่งแต่ละคนมีสิทธิจะเลือกขั้นตอนการคิดของตนเองได้ 

อาจมีเหตุการณต่าง ๆ ประกอบเข้ามาร่วมกับการก่อสร้าง จนทำให้ราคาที่จะยื่นเสนอเพิ่มขึ้นจากราคาที่ประมาณไว้ บางทีอาจต้องเพิ่มราคา 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ก่อนประมาณราคาต้องทราบขอบเขตเงื่อนไข และการดำเนินการก่อสร้างว่าจะเป็นไปในลักษณะใด ดังนี้

1.การประมาณราคาเพื่อนำไปประมูล  ลักษณะของงาน และเลือกวิธีการก่อสร้างที่ประหยัด เลือกวัสดุอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น การเพิ่มวัสดุเพื่อเป็นการเผื่อในกรณีของเสียหายที่จะเกิดระหว่างก่อสร้าง และควรเผื่อเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ต้องนำยอดราคากลางที่พอจะสืบได้จากสำนักงานสถาปนิกหรือจากหน่วยงานผู้ออกแบบ หรือบางทีทราบจากบัญชีของการอนุมัติงบประมาณ เพื่อนำยอดดังกล่าวมาเปรียบเทียบดูว่า การประมาณราคาสูงไปหรือต่ำไป เพราะเหตุใด บางทีอาจจะสูงไปเนื่องจากเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ดีเกินไป หรือต่ำไปอันเนื่องจากคิดตกบางส่วนของอาคารไป เป็นต้น

2.การประมาณราคาสำหรับอาคารที่ต้องทำอย่างดี เมื่อมีการเลือกวัสดุ (นอกเหนือจากระบุ) การใช้ช่างที่มีฝีมือดี และการใช้เทคนิคการสร้างที่พิเศษ ราคาควรจะสูงขึ้น และสามารถตัดยอดให้มีราคาต่ำลงได้ แม้จะมีการเสนอราคาสูงก็อาจได้รับงาน เพราะเจ้าของอาคารเชื่อว่าผู้รับเหมาจะทำการก่อสร้างให้ดีได้จึงควรคิดราคาอย่างเต็มที่ มีหลายรายที่ต้องขาดทุนเนื่องจากดูไม่ออกว่าเจ้าของต้องการผลงานแค่ไหน กรณีนี้ต้องตัดสินใจเช่นเดียวกัน

3. การประมาณราคาที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดนเจตนาของผู้รับเหมาะจะทำการก่อสร้างให้ดีอยู่แล้ว แต่มีบุคคลผู้มีหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าของอาคาร ตัวแทนสถาปนิกหรือวิศวกร หรือบริษัทที่ปรึกษาที่ดูแลการก่อสร้างตั้งแต่เริ่มต้นต้องสร้างให้เป็นไปตามแบบ จนกระทั่งถึงถูกต้องในเทคนิคการก่อสร้างด้วยมาตรฐานของวิศวกรควบคุม ความเคร่งครัดอาจทำให้งานชะงัก และมีหลายอย่างทำให้ผู้รับเหมาต้องจ่ายเงินเกินยอดที่ประมาณไว้เสมอ จึงควรสืบดูว่าหน่วยงานนี้จะมีการควบคุมกันอย่างไร ใครมีหน้าที่ดังกล่าว มีอยู่หลายครั้งวิศวกรควบคุมการก่อสร้างขาดประสบการณ์ คิดแต่ว่าวิธีการของตนถูกต้องเสมอ และมีทัศนคติว่า ผู้รับเหมาจะบิดพลิ้ว จึงเข้มงวดจนกระทั่งสร้างงานต่อไปไม่ได้ โดยลืมนึกไปว่าหน้าที่ของการควบคุมการก่อสร้างอันหนึ่งก็คือช่วยหาวิธีการที่คิดว่าและแนะนำแก่ผู้รับเหมา เพื่อให้งานดำเนินไปให้แล้วเสร็จตามกำหนด ทุกฝ่ายถ้าสัมพันธ์จะทำให้งานดำเนินไปตามจุดประสงค์ได้

4. การประมาณราคางานราชการ ผู้รับเหมาหลายๆ รายมีความถนัดและชอบที่จะรับงานราชการ อาจมีเหตุผลว่ามีระบบการจ่ายที่แน่นอนหรืออาจรู้จักบุคคลในหน่วยงานนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการต่างๆ และจะพบบริษัทที่แปลกปลอมหรือหน้าใหม่ไปประมูลน้อยมาก งานราชการมีกรรมการหลายๆ ฝ่าย เช่น ฝ่ายเปิดซอง ฝ่ายพิจารณาประมูล ฝ่ายทำสัญญา ฝ่ายตรวจงาน เป็นลักษณะคณะกรรมการร่วมหลายๆ หน้าที่

   โรงเรียนเสริมสวย   รถลาก   โบโซ่   โซล่าเซลล์   เทปกาวปิดกล่อง   เทปกาวขายส่ง  
เว็บสำเร็จรูป
×